Showing posts with label Do It Yourself. Show all posts
Showing posts with label Do It Yourself. Show all posts

Monday, August 3, 2015

คุณรู้ไหมว่าเท้าของเรามีการเปลี่ยนแปลงขณะที่เรามีอายุมากขึ้น?


นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า ไขมันที่ด้านล่างของเท้าจะลดลงเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น นั่นหมายความว่าเท้าของเราจะได้รับการปกป้องจากแรงกดดันขณะสวมใส่รองเท้าส้นสูง ๆ น้อยลง ซึ่งอาจทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นกว่าที่เคย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณสวมรองเท้าส้นเข็ม ที่บังคับให้น้ำหนักตัวไปลงที่ปลายเท้าเกือบทั้งหมด คุณอาจได้รับความเจ็บปวดระทมทุกข์เมื่อมีอายุมากขึ้น  แต่โชคดีที่ยังพอมีวิธีทีช่วยให้คุณสวมใส่ส้นสูงสุดโปรดได้อย่างไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไป



เสริมแผ่นรองนุ่มๆ ในรองเท้าของคุณ
เช่น เสริมด้วยแผ่นรองฝ่าเท้าซิลิโคน (Silicone metatarsal pads) เพื่อให้เท้าของคุณพอดีกับรองเท้า และจะทำให้เท้าสบายขึ้น  Silicone metatarsal pads มีการออกแบบให้เหมาะกับหลายตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบกับเท้าของเรา


เลือกรองเท้าที่พอดีกับเท้าคุณ
หลายครั้งที่เราซื้อรองเท้าส้นสูงคู่ใหม่ที่ดูดี แต่ “คับปึ๋ง” หรือ “หลวมโครกจริง ๆ แล้ว เราควรซื้อรองเท้าส้นสูงที่ใส่แล้วต้องไม่มีที่ว่างเหลือระหว่างหลังส้นเท้าของคุณกับส้นรองเท้า เพราะนั่นหมายความว่าเท้าของคุณถูกดันไปข้างหน้าได้มากเกินไปและจะทำให้ทุกข์ทรมานมากกว่าที่เคย รองเท้าส้นสูงที่ดีที่สุดเมื่อใส่แล้วต้องให้ความรู้สึกสบาย ไม่หลวม ไม่บีบรัดด้านข้าง ไม่กดหรือดันไปข้างหน้า ไม่ต้องจิกปลายนิ้วเท้าเวลายืนและเดิน หรือถ้าหากคุณกังวลว่ามันอาจทำให้ลื่นไถลไปข้างหน้าได้ง่าย ก็ควรซื้อแบบที่มีสายรัดข้อเท้า หรือรัดส้นเท้า เพื่อช่วยให้เท้าของคุณอยู่กับที่กับทาง และก้าวย่างได้อย่างมั่นคง


ออกแบบส้นรองเท้าของคุณเอง
ส้นรองเท้าถูกออกแบบมาให้เราเลือกมากมาย แต่ละแบบจะส่งผลกระทบต่อเท้าของคุณแตกต่างกัน แทนที่จะใส่รองเท้าส้นกว้างไม่ถึง  ¼ นิ้ว คุณควรเลือกส้นแบบที่หนากว่า เพราะรองเท้าส้นแหลมคือตัวที่ร้ายที่สุด คุณจะต้องออกแรงเพื่อรักษาสมดุลของน้ำหนักขณะที่เดิน วิ่ง และยืน หรือแม้แต่เวลานั่งนาน ๆ  ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณ นิ้วเท้า ข้อเท้า และน่อง ของคุณเมื่อยหล้า และปวด รองเท้าส้นหนาแบบส้นตึก หรือ Wedge และรองเท้าที่ออกแบบด้านหน้ายกสูง ½” -1” จะช่วยให้เกิดสมดุลบนฝ่าเท้าได้อย่างมหาศาล ช่วยบรรเทาความกดดันเพราะน้ำหนักของคุณกระจายไปอย่างสม่ำเสมอบนรองเท้า ไม่ลงไปที่ใดที่หนึ่งมากจนเกินไป ยังช่วยบรรเทาแรงกดดันในเอ็นร้อยหวายด้วย

        นอกจากนั้นคุณควรพิจารณาความลาดเอียงของรองเท้าของตัวเอง ถ้าคุณสวมรองเท้าแบบด้านหน้าเตี้ยแบนระดับพื้น แต่ส้นสูงปรี๊ด แน่นอนว่าน้ำหนักตัวคุณจะถูกกดไปที่ปลายเท้าเกือบทั้งหมด ในขณะที่บางแบบมีความสูงปรี๊ดเท่ากันแต่ความลาดชันน้อยกว่าเพราะมีการออกแบบที่เสริมความสูงด้านหน้าเพิ่มขึ้นก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเจ็บปวดที่กระดูกข้อเท้า และเท้าของคุณ

        ถ้าคุณเป็นสาวที่รักความสูงเป็นชีวิตจิตใจ แบบที่เรียกว่าถ้าวันไหนไม่ได้สวมส้นสูง (ปรี๊ด) ก็จะไม่ยอมก้าวออกนอกบ้านแล้วละก้อ ลองหันมาสวมรองเท้าแบบหน้าสูงประมาณหนึ่งนิ้วและส้นสูงในแบบที่คุณปลื้ม บางทีคุณอาจจะลืมกลับไปสวมรองเท้าคู่เก่าที่หน้าเตี้ย ๆ แบน ๆ เลยก็ได้.....ไม่เชื่อต้องลอง!

ขอบคุณที่แวะมาค่ะ
Reference:
Bouchez, Coulette; Tips to Avoid Foot Pain From High Heels; WebMD; accessed June 15, 2015 




Wednesday, July 15, 2015

จะว่าไปแล้วการมี “ขนดก” นี่ก็ดีนะ ถ้ามันดกใน “ที่ ๆ ควร”  เช่น ที่คิ้ว ที่ตา ที่ศีรษะ แต่ถ้าไปดก “ที่อื่น” แล้วละก็ อาจทำให้สาว ๆ ขาดความมั่นใจในตัวเองจนกลายเป็น “ปมด้อย” ที่ต้องคอย “ซ่อนเร้น หรือ กำจัด”  ด้วยวิธีต่าง ๆ

เรามี สูตรทำแว็กซ์น้ำตาล หรือ Sugar Wax แสนง่าย และที่ไม่มีสารเคมีผสม มาฝาก.....  เพราะตัวเองเป็น “สาวห้าว” ที่มี “ขนขาดก+ดำ” เส้นหญ่าย และยาววววมว๊าก ทั้งที่ก็ไม่เคยถอน หรือโกน หรือทำอะไรกับมันทั้งสิ้นแต่มันก็ดกเอ๊าดกเอา...แถม “หยักศก” อีกต่างหาก…..ตอนเป็นนักศึกษาก็ไม่เดือดร้อนเพราะเจ้าขนขานี่ เพราะใส่กางเกงตลอด แต่พอเรียนจบ ปัญหาเกิดเลย....อ๊าย...อาย...เพราะต้องใส่กระโปรงไปทำงานทุกวัน วิธีแก้ปัญหา คือเสียเงินซื้อถุงน่องมาสวม.....การใส่ถุงน่องทำให้เรียวขาดูสวยงามนวลเนียนขึ้นมาเป็นกอง (ขาแบบโต๊ะสนุก..ไม่เกี่ยวนะ) ถ้าไม่ตั้งอกตั้งใจดูอย่างจริง ๆ จัง ๆ ก็ไม่มีทางเห็นขนขาเราหร้อก..และนับว่าสวรรค์ยังปรานีที่ไม่ใส่ “หนวดเขียวครึ้ม” เหนือริมฝีปากมาให้ด้วยเหมือนสาว ๆ บางคน แต่จะว่าไป จริง ๆ ถ้าเปลี่ยนขนจากที่ขามาขึ้นที่แขนแทน นี่น่าดีกว่า เพราะเราชอบผู้หญิงที่มีขนแขนยาว ๆ สลวย ๆ น่าลูบไล้อ่ะ....
            ครั้นพออายุอานามย่างกรายเข้าเลขสามสิบแก่ ๆ ตำแหน่งหน้าที่การงานก็ “แก่” ตามไปด้วย ดังนั้นจึงได้อภิสิทธิ์ไม่ต้องสวมชุดยูนิฟอร์มที่บริษัท จัดให้ทุกปี แถมยังใส่กางเกงไปทำงานก็ได้ ไม่ว่าอะไร นั่นแหละตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ได้สวมใส่กระโปรงอีกเลย ประหยัดเงินไม่ต้องซื้อถุงน่อง ไม่ต้องเสียเวลาซักด้วย
          อยู่มาวันหนึ่ง เกิดเปลี่ยนใจ ไม่อยากใช้ชีวิต “โสด” ไปจนตาย เพราะอายุอานามก็ขยับใกล้เกษียณเข้าไปทุกขณะ...เหมือนฟ้าจะปรานี (หลังจากปล่อยให้หา “ผู้ชาย” อยู่เป็นปี) ส่งชายคนหนึ่งจากคนละฟากฟ้ามาให้ และได้ตกร่องปล่องชิ้นแต่งงานกันเป็นที่เรียบร้อย แต่..แต่ว่า....หนุ่มผู้นี้บอกว่า “ผมไม่ชอบผู้หญิงที่มีขนขากับขนจั๊กแร้” ว้าว! โชคดีที่เราไม่มีขนใต้วงแขนมานานเกือบสิบปี แต่ว่า...ขนขายังอยู่ครบ....เอาไงดี...ต้องวิ่งโร่หาซื้อแว็กซ์ และไปได้ที่ แพลทตินั่มประตูน้ำ (พอดีไปหาซื้อกางเกงยีนส์)...ราคา”ฮันนี่แว็กซ์” ขวดหนึ่งไม่ใช่ถูก ๆ ถ้าจำไม่ผิดเหมือนว่าจ่ายไป เกินสองร้อยอ่ะ (ร้อยห้าสิบก็แพงแล้วสำหรับเรานะ)
            เราว่าการถอนขนขาด้วยวิธีแว็กซ์ นี่ถึงมันจะเจ็บแต่ก็ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ข้อดีคือ ขนใหม่จะขึ้นช้า ขนบางเส้นที่อ่อนแออาจสูญพันธุ์ไปเลย (สังเกตเอาว่ามันหายไป) แต่ข้อเสียก็มี คือจะเกิด “ขนคุด” เพราะขนบางเส้นมันไร้ความสามารถที่จะโผล่ให้ทะลุหนังชั้นนอก เวลาเกิดขนคุด มันจะอักเสบเป็นรอยแดงรอบ ๆ รูขุมขน และทำให้รู้สึกเจ็บ ๆ คัน ๆ แล้วก็จะเกา ๆ ๆ จนถลอก ถ้ารำคาญมากนักก็จะใช้ปลายแหนบขุด ๆ เขี่ย ๆ จนผิวหนังเปิดอก “อัญเชิญ” ขนเส้นนั้นให้โผล่ขึ้นมา และถ้ามันยาวพอที่แหนบคีบติดก็ถอนมันเดี๋ยวนั้นเลย....
หลายสัปดาห์ก่อนได้เจอบทความหนึ่ง ที่ถูกอกถูกใจยิ่งนัก DIY hair removal  จึงอยากจะเอามาเล่า เผื่อว่าหนู ๆ สาว ๆ ที่นิยมซื้อแว็กซ์มา “ถอนขน” ขาตัวเอง เกิดสนใจใคร่จะลอง มันทั้งประหยัดทรัพย์ในกระเป๋า ประหยัดเวลาไม่ต้องย้ายก้นไปนั่งรอคิวที่ร้านเสริมสวย....เริ่มเลยน๊า...

วิธีทำซูการ์แว็กซ์ (Sugar Wax)

  • ส่วนผสมที่ต้องใช้

  1. น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ (เปรี้ยวปากขึ้นมาเชียว)
  2. น้ำตาล 1 ถ้วย
  3. แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
  4. เศษผ้า Cotton  ตัดเป็นชิ้น กว้าง 2.5 นิ้ว ยาว 7 นิ้ว จำนวน 6 ชิ้น (ยาวกว่าไม่เป็นไร แต่ถ้าสั้นกว่าอาจทำให้ดึงได้พื้นที่สั้น ๆ เพราะต้องเผื่อขอบผ้าไว้จับกระตุก)

  •  วิธีทำ

ผสมน้ำมะนาว และน้ำตาลในหม้อใบน้อย เอาขึ้นตั้งไฟเคี่ยวโดยใช้ไฟกลาง-ต่ำ กวนไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ จนกระทั่งเดือด จึงหรี่ไฟให้ต่ำสุดแล้วปล่อยให้อุ่นต่อไปจนเป็นเนื้อเนียนเป็นสีทอง ไม่ต้องใส่ใจเวลาและอุณหภูมิ สามารถเคี่ยวไปจนกลายเป็นสีทองเข้ม ๆ ยิ่งดี 

วิธีใช้ : ใช้เมื่อเย็นตัวแล้ว

  • ก่อนอื่นต้องล้างขาให้สะอาดปราศจากเหงื่อไคล ไขมัน ซะก่อน และขัดเบา ๆ เพื่อให้ได้ผลดี เสร็จซับผิวให้แห้ง
  • โรยแป้งข้าวโพด บาง ๆ ลงบนผิว เกลี่ยให้ทั่ว
  • ตักแว็กซ์ทาลงบนขาขนาดพื้นที่เท่าเศษผ้าหนึ่งชิ้น เกลี่ยเนื้อแว็กซ์ให้ทั่ว 
  • วางเศษผ้าปิดทับ และกดลงไปทั่วแผ่น
  • กระตุกปลายผ้าจากด้านล่างขึ้นด้านบนอย่างรวดเร็ว (กระตุกครั้งเดียวเร็วแบบย้อนแนวขน) ความเหนียวของแว็กซ์ จะติดขนดึงให้หลุดออกมา 
  • ทำซ้ำ ทีละครั้ง ๆ จนหมด
  • นำขาของตัวเองไปล้างน้ำ ล้างง่ายไม่ต้องกังวล อย่าลืมล้างเศษผ้าด้วยนะ (แล้วเก็บไว้ใช้ได้อีกชั่วลูกหลานละเลย)
  • บำรุงผิวด้วย Oil หรือ Baby Oil ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรบางครั้งเราก็ลืมที่จะใช้เหมือนกัน
  • ถ้ามีแว็กซ์เหลือจากการใช้ ก็สามารถเก็บใส่ภาชนะที่ปิดฝาแน่น ๆ ใส่ตู้เย็นไว้ใช้ครั้งหน้าได้ 
           “เคล็ดลับ” ของความเหนียว น่าจะเป็นเพราะการโรยแป้งข้าวโพดนี่เอง ที่คิดอย่างนี้ก็เพราะว่าสินค้าที่เราเคยซื้อมาใช้ ไม่มีแป้งข้าวโพดใส่มาด้วย และไม่ได้บอกว่าควรใช้....นั่นซิ! เราว่าบางยี่ห้อหลังเปิดใช้แล้วยังไม่หมด พอเอามาใช้อีกครั้งมันไม่ค่อยเหนียวเหมือนตอนใช้ครั้งแรก ขนไม่ติดผ้าออกมาเลย ต้องทิ้งไปเลย)

          เป็นไงจ๊ะสาว ๆ?  ง่ายซะไม่มี.....ที่เล่าวิธีมาให้ฟังนี่ คนเขียนก็ยังไม่ได้ลองทำนะ เหตุผลน่ะมี...คือตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2015 ได้แว็กซ์ขนขาก่อนเข้าพิธีแต่งงาน แล้วก็ไม่ได้แว็กซ์อีกเลยจนถึงเดี๋ยวนี้ (หกเดือน) เพราะกว่าขนจะขึ้นก็สอง-สามเดือน ซึ่งเดินทางมาอยู่เอมริกาแล้ว (แว็กซ์ที่เหลือก็ไม่ได้หยิบใส่กระเป๋ามาด้วย) ขนขามันก็ขึ้นนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่พร้อมกัน ดังนั้นต้องพึ่งพา “แหนบ” แต่ถ้าจะใช้แว็กซ์ จริงๆ ก็ต้องปล่อยให้ขนขายาวประมาณ 1 ซม. ถึงจะติดผ้าออกมา เพราะขนเส้นใหญ่+แข็งแรงมว๊ากกว่าปกติ....เอาเป็นว่าใครลองทำแล้วได้ผลเป็นไงช่วยส่งข่าวหน่อยละกันนะคะ....

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาค่ะ
Credit: iherb blog