Showing posts with label Do It Myself. Show all posts
Showing posts with label Do It Myself. Show all posts

Monday, July 27, 2015

นับวันในตลาดสินค้าบริโภคประเภท โยเกิร์ต ยิ่งเติบโตมากขึ้น และมากขึ้น จากที่เคยมีผู้ผลิตเพียงหนึ่งหรือสองแบรนด์  ตอนนี้มากกว่าสิบ แบรนด์ และแต่ละแบรนด์ก็ผลิตออกมาหลากรส กลิ่น สี เท่าที่นับได้จากเว็บขายออนไลน์ของเทสโก้โลตัส มี Nestle, Activia, Betagen, Caroline, Dairy Home, Danone, Dutch Mill/ Dutchie, Foremost, Meiji, Paigen, Richesse, Yoplait.



เป็นที่น่าสังเกตว่า แบรนด์ที่เข้าตลาดยุคหลัง ๆ ตั้งราคาขายแพงกว่า “รุ่นพี่” ซะอีก แค่เพียงใช้กลิ่น สี ของผลไม้เพิ่มเข้าไปและเขียนโฆษณา ให้ “โดนใจสาว ๆ” ทุกวัย ถึงจะขายในราคาที่สูงกว่า แม้เพียงจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในตลาดได้....... การแข่งขันสูงขนาดนี้แปลว่า กำไรน่าจะงดงาม.......
อาหารการกินในต่างแดนก็สุดแสนจะแพงเมื่อเทียบกับเงินบาทที่เรากว่าจะหาได้ในเมืองไทย อยู่อเมริกา จะกินโยเกิร์ต ต้องมีอย่างน้อยสองเหรียญ เท่ากับเงินไทย 66 บาท นี่ถ้าซื้อที่ประเทศไทยเราได้ยกแพ็ค กินกันไปเป็นอาทิตย์เลย วันหนึ่งมานั่งคิดว่า เราน่าจะสามารถทำโยเกิร์ตเองได้ .....มือไวเท่าความคิด เรียกใช้ Mr. Google ไม่นานก็ได้พบว่า ความจริงแล้วเราสามารถทำโยเกิร์ตไว้รับประทานเองที่บ้านได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องทำโยเกิร์ต ขอเพียงแต่ในครัวของเรามี Heating pad หรืออะไรที่ทำงานได้คล้าย ๆ กัน อีกอันคือ เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ แบบจุ่มหรือแทงลงในอาหาร/เครื่องดื่ม หรือแบบคลิปหนีบก็ได้...แค่นี้เอง

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่โปรดปรานการบริโภคโยเกิร์ตทุกวัน  สูตร โฮมเมดโยเกิร์ต นี้เหมาะจริง ๆ คุณจะได้รสชาติดีกว่า และไม่ใส่สารเคมีใด ๆ เจือปน ไร้สารกันบูด แถมประหยัดทรัพย์ในกระเป๋า และยังช่วยลดขยะ ลดการสร้าง “คาร์บอนไดอ็อกไซด์” ทางอ้อมอีกด้วย......มาดูกันเลย

สูตรโฮมเมดโยเกิร์ต

เวลาที่ใช้ในการผลิต:           7 ชั่วโมง 25 นาที โดยประมาณ

ส่วนผสมที่ต้องการ:
1. นม                        1.5 แกลลอน (จะได้โยเกิร์ต 1.5 แกลลอน)
2. Plain Yoghurt หรือ 
   โยเกิร์ตรสธรรมชาติ     2-3 ช้อนโต๊ะ (สำหรับเป็นตัว starter)

อุปกรณ์ที่ต้องการ:
1. หม้อ ขนาดใหญ่       1 (พร้อมฝาปิด)
2. ทัพพี/พาย               1 (ใช้ไดทั้งพลาสติกและโลหะ)
3. Thermometer         1 (แบบจุ่ม หรือแบบคลิปหนีบก็ได้)
4. Heating pad          1 

วิธีทำ:
1. ใส่นมลงไปในหม้อ นำไปต้มให้เดือด หมั่นคนอย่าให้นมจับเป็นก้อนที่ก้นหม้อ หรือเป็นแผ่นฟิล์มที่ผิวหน้า จุ่มเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิให้ได้ 185°F (85°C) ยกลง
2. จากนั้นทำให้นมเย็นตัว ด้วยการแช่หม้อลงในน้ำเย็น และคอยอย่าให้นมจับตัว และคอยสังเกต
3. เมื่ออุณหภูมิลดลงถึง 110°F (40°C) ให้เติมโยเกิร์ตลงไป กวนให้ละลายดี แล้วยกหม้อตั้งบน Heating pad (ถ้าเป็นแบบมีระดับอุณหภูมิให้เลือก ให้เปิดอุณหภูมิไปที่ Medium) ปิดฝาหม้อ ทิ้งไว้ 7 ชั่วโมง อย่าไปยุ่งกับมัน
4. ครบ 7 ชั่วโมง ให้ยกลงจาก Heating pad แล้วกวน ๆ สองสามครั้ง นำไปวางในตู้เย็น ทิ้งไว้ให้เย็น พร้อมรับประทาน

         โยเกิร์ตที่ได้เป็นรสธรรมชาติ คุณสามารถเพิ่มเติมรสชาติที่ต้องการแต่ละครั้ง ด้วยการเติม น้ำผลไม้ที่ชื่นชอบ หรืออาจผสม กับผลไม้สด ๆ ที่อุดมด้วยวิจะตามิน และไฟเบอร์ ครบ เช่น สตรอเบอร์รี่ เชอร์รี่ บลูเบอร์รี่ องุ่น ฯลฯ


         การมีโยเกิร์ตไว้ประจำในตู้เย็น ยังสามารถใช้ทำ ขนมหวาน หรือ เครื่องดื่มอร่อย ๆ สำหรับเด็ก ๆ หรือเพื่อน ๆ ญาติที่แวะมาเยือนโดยไม่ทันตั้งตัวได้อีกด้วยค่ะ.....


ทำแล้วผลลัพธ์เป็นยังไง ช่วยแชร์กลับด้วยนะค๊า...
ขอบคุณที่แวะมาค่ะ


Wednesday, July 15, 2015

จะว่าไปแล้วการมี “ขนดก” นี่ก็ดีนะ ถ้ามันดกใน “ที่ ๆ ควร”  เช่น ที่คิ้ว ที่ตา ที่ศีรษะ แต่ถ้าไปดก “ที่อื่น” แล้วละก็ อาจทำให้สาว ๆ ขาดความมั่นใจในตัวเองจนกลายเป็น “ปมด้อย” ที่ต้องคอย “ซ่อนเร้น หรือ กำจัด”  ด้วยวิธีต่าง ๆ

เรามี สูตรทำแว็กซ์น้ำตาล หรือ Sugar Wax แสนง่าย และที่ไม่มีสารเคมีผสม มาฝาก.....  เพราะตัวเองเป็น “สาวห้าว” ที่มี “ขนขาดก+ดำ” เส้นหญ่าย และยาววววมว๊าก ทั้งที่ก็ไม่เคยถอน หรือโกน หรือทำอะไรกับมันทั้งสิ้นแต่มันก็ดกเอ๊าดกเอา...แถม “หยักศก” อีกต่างหาก…..ตอนเป็นนักศึกษาก็ไม่เดือดร้อนเพราะเจ้าขนขานี่ เพราะใส่กางเกงตลอด แต่พอเรียนจบ ปัญหาเกิดเลย....อ๊าย...อาย...เพราะต้องใส่กระโปรงไปทำงานทุกวัน วิธีแก้ปัญหา คือเสียเงินซื้อถุงน่องมาสวม.....การใส่ถุงน่องทำให้เรียวขาดูสวยงามนวลเนียนขึ้นมาเป็นกอง (ขาแบบโต๊ะสนุก..ไม่เกี่ยวนะ) ถ้าไม่ตั้งอกตั้งใจดูอย่างจริง ๆ จัง ๆ ก็ไม่มีทางเห็นขนขาเราหร้อก..และนับว่าสวรรค์ยังปรานีที่ไม่ใส่ “หนวดเขียวครึ้ม” เหนือริมฝีปากมาให้ด้วยเหมือนสาว ๆ บางคน แต่จะว่าไป จริง ๆ ถ้าเปลี่ยนขนจากที่ขามาขึ้นที่แขนแทน นี่น่าดีกว่า เพราะเราชอบผู้หญิงที่มีขนแขนยาว ๆ สลวย ๆ น่าลูบไล้อ่ะ....
            ครั้นพออายุอานามย่างกรายเข้าเลขสามสิบแก่ ๆ ตำแหน่งหน้าที่การงานก็ “แก่” ตามไปด้วย ดังนั้นจึงได้อภิสิทธิ์ไม่ต้องสวมชุดยูนิฟอร์มที่บริษัท จัดให้ทุกปี แถมยังใส่กางเกงไปทำงานก็ได้ ไม่ว่าอะไร นั่นแหละตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ได้สวมใส่กระโปรงอีกเลย ประหยัดเงินไม่ต้องซื้อถุงน่อง ไม่ต้องเสียเวลาซักด้วย
          อยู่มาวันหนึ่ง เกิดเปลี่ยนใจ ไม่อยากใช้ชีวิต “โสด” ไปจนตาย เพราะอายุอานามก็ขยับใกล้เกษียณเข้าไปทุกขณะ...เหมือนฟ้าจะปรานี (หลังจากปล่อยให้หา “ผู้ชาย” อยู่เป็นปี) ส่งชายคนหนึ่งจากคนละฟากฟ้ามาให้ และได้ตกร่องปล่องชิ้นแต่งงานกันเป็นที่เรียบร้อย แต่..แต่ว่า....หนุ่มผู้นี้บอกว่า “ผมไม่ชอบผู้หญิงที่มีขนขากับขนจั๊กแร้” ว้าว! โชคดีที่เราไม่มีขนใต้วงแขนมานานเกือบสิบปี แต่ว่า...ขนขายังอยู่ครบ....เอาไงดี...ต้องวิ่งโร่หาซื้อแว็กซ์ และไปได้ที่ แพลทตินั่มประตูน้ำ (พอดีไปหาซื้อกางเกงยีนส์)...ราคา”ฮันนี่แว็กซ์” ขวดหนึ่งไม่ใช่ถูก ๆ ถ้าจำไม่ผิดเหมือนว่าจ่ายไป เกินสองร้อยอ่ะ (ร้อยห้าสิบก็แพงแล้วสำหรับเรานะ)
            เราว่าการถอนขนขาด้วยวิธีแว็กซ์ นี่ถึงมันจะเจ็บแต่ก็ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ข้อดีคือ ขนใหม่จะขึ้นช้า ขนบางเส้นที่อ่อนแออาจสูญพันธุ์ไปเลย (สังเกตเอาว่ามันหายไป) แต่ข้อเสียก็มี คือจะเกิด “ขนคุด” เพราะขนบางเส้นมันไร้ความสามารถที่จะโผล่ให้ทะลุหนังชั้นนอก เวลาเกิดขนคุด มันจะอักเสบเป็นรอยแดงรอบ ๆ รูขุมขน และทำให้รู้สึกเจ็บ ๆ คัน ๆ แล้วก็จะเกา ๆ ๆ จนถลอก ถ้ารำคาญมากนักก็จะใช้ปลายแหนบขุด ๆ เขี่ย ๆ จนผิวหนังเปิดอก “อัญเชิญ” ขนเส้นนั้นให้โผล่ขึ้นมา และถ้ามันยาวพอที่แหนบคีบติดก็ถอนมันเดี๋ยวนั้นเลย....
หลายสัปดาห์ก่อนได้เจอบทความหนึ่ง ที่ถูกอกถูกใจยิ่งนัก DIY hair removal  จึงอยากจะเอามาเล่า เผื่อว่าหนู ๆ สาว ๆ ที่นิยมซื้อแว็กซ์มา “ถอนขน” ขาตัวเอง เกิดสนใจใคร่จะลอง มันทั้งประหยัดทรัพย์ในกระเป๋า ประหยัดเวลาไม่ต้องย้ายก้นไปนั่งรอคิวที่ร้านเสริมสวย....เริ่มเลยน๊า...

วิธีทำซูการ์แว็กซ์ (Sugar Wax)

  • ส่วนผสมที่ต้องใช้

  1. น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ (เปรี้ยวปากขึ้นมาเชียว)
  2. น้ำตาล 1 ถ้วย
  3. แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
  4. เศษผ้า Cotton  ตัดเป็นชิ้น กว้าง 2.5 นิ้ว ยาว 7 นิ้ว จำนวน 6 ชิ้น (ยาวกว่าไม่เป็นไร แต่ถ้าสั้นกว่าอาจทำให้ดึงได้พื้นที่สั้น ๆ เพราะต้องเผื่อขอบผ้าไว้จับกระตุก)

  •  วิธีทำ

ผสมน้ำมะนาว และน้ำตาลในหม้อใบน้อย เอาขึ้นตั้งไฟเคี่ยวโดยใช้ไฟกลาง-ต่ำ กวนไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ จนกระทั่งเดือด จึงหรี่ไฟให้ต่ำสุดแล้วปล่อยให้อุ่นต่อไปจนเป็นเนื้อเนียนเป็นสีทอง ไม่ต้องใส่ใจเวลาและอุณหภูมิ สามารถเคี่ยวไปจนกลายเป็นสีทองเข้ม ๆ ยิ่งดี 

วิธีใช้ : ใช้เมื่อเย็นตัวแล้ว

  • ก่อนอื่นต้องล้างขาให้สะอาดปราศจากเหงื่อไคล ไขมัน ซะก่อน และขัดเบา ๆ เพื่อให้ได้ผลดี เสร็จซับผิวให้แห้ง
  • โรยแป้งข้าวโพด บาง ๆ ลงบนผิว เกลี่ยให้ทั่ว
  • ตักแว็กซ์ทาลงบนขาขนาดพื้นที่เท่าเศษผ้าหนึ่งชิ้น เกลี่ยเนื้อแว็กซ์ให้ทั่ว 
  • วางเศษผ้าปิดทับ และกดลงไปทั่วแผ่น
  • กระตุกปลายผ้าจากด้านล่างขึ้นด้านบนอย่างรวดเร็ว (กระตุกครั้งเดียวเร็วแบบย้อนแนวขน) ความเหนียวของแว็กซ์ จะติดขนดึงให้หลุดออกมา 
  • ทำซ้ำ ทีละครั้ง ๆ จนหมด
  • นำขาของตัวเองไปล้างน้ำ ล้างง่ายไม่ต้องกังวล อย่าลืมล้างเศษผ้าด้วยนะ (แล้วเก็บไว้ใช้ได้อีกชั่วลูกหลานละเลย)
  • บำรุงผิวด้วย Oil หรือ Baby Oil ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรบางครั้งเราก็ลืมที่จะใช้เหมือนกัน
  • ถ้ามีแว็กซ์เหลือจากการใช้ ก็สามารถเก็บใส่ภาชนะที่ปิดฝาแน่น ๆ ใส่ตู้เย็นไว้ใช้ครั้งหน้าได้ 
           “เคล็ดลับ” ของความเหนียว น่าจะเป็นเพราะการโรยแป้งข้าวโพดนี่เอง ที่คิดอย่างนี้ก็เพราะว่าสินค้าที่เราเคยซื้อมาใช้ ไม่มีแป้งข้าวโพดใส่มาด้วย และไม่ได้บอกว่าควรใช้....นั่นซิ! เราว่าบางยี่ห้อหลังเปิดใช้แล้วยังไม่หมด พอเอามาใช้อีกครั้งมันไม่ค่อยเหนียวเหมือนตอนใช้ครั้งแรก ขนไม่ติดผ้าออกมาเลย ต้องทิ้งไปเลย)

          เป็นไงจ๊ะสาว ๆ?  ง่ายซะไม่มี.....ที่เล่าวิธีมาให้ฟังนี่ คนเขียนก็ยังไม่ได้ลองทำนะ เหตุผลน่ะมี...คือตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2015 ได้แว็กซ์ขนขาก่อนเข้าพิธีแต่งงาน แล้วก็ไม่ได้แว็กซ์อีกเลยจนถึงเดี๋ยวนี้ (หกเดือน) เพราะกว่าขนจะขึ้นก็สอง-สามเดือน ซึ่งเดินทางมาอยู่เอมริกาแล้ว (แว็กซ์ที่เหลือก็ไม่ได้หยิบใส่กระเป๋ามาด้วย) ขนขามันก็ขึ้นนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่พร้อมกัน ดังนั้นต้องพึ่งพา “แหนบ” แต่ถ้าจะใช้แว็กซ์ จริงๆ ก็ต้องปล่อยให้ขนขายาวประมาณ 1 ซม. ถึงจะติดผ้าออกมา เพราะขนเส้นใหญ่+แข็งแรงมว๊ากกว่าปกติ....เอาเป็นว่าใครลองทำแล้วได้ผลเป็นไงช่วยส่งข่าวหน่อยละกันนะคะ....

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาค่ะ
Credit: iherb blog